ผีเสื้อ

ผีเสื้อ

        

 

       จัดเป็นสัตว์ในไฟลัมอาร์โทร์โปดา (Phylum Arthropoda) เช่นเดียวกับแมลง ทั่วๆ ไป ผีเสื้ออยู่ในอันดับเลพิดอปเทอรา (Orderlepidoptera) ของชันอินเซกตา (Class Insecta) แมลงที่อยู่ในอันดับนี้มีลักษณเด่นตรงที่ปีกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเล็กๆ เรียงซ้อนกัน  คำว่าเลพิดอปเทอรา (Lepidoptera) มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ เลพิส (Iepis) แปลว่าปีก   นั่นก็คือ  ปีก,เกล็ด หรือ ปีกมีเกล็ด

ทำไมเราจึงเรียกแมลงปีกบางสีสดสวยนี้ว่า ผีเสื้อ  สันนิษฐานกันว่าเนื่องจากปีกของผีเสื้อมีสีสันสดใสเหมือนกับสีของเสื้อผ้าที่คนเราสวมใส่  และการที่ผีเสื้อบินร่อนไปมา  ทำให้คนโบราณคิดกันไปว่ามีผีไปสิงอยู่ในตัวมัน  แม้นแต่ในปัจจุบัน  ชาวชนบทบางแห่งก็ยังเรียกผีเสื้อว่า แมลงผี  บางท่านก็สันนิฐานว่ามาจาก ผีเชื้อ เนื่องจากคติทางอีสานเชื่อว่าการที่มีผีเชื้อบินมาเป็นกลุ่มจำนวนมากมายจะเกิดโรคระบาด จึงทำให้เข้าใจกันว่าผีเสื้อเป็นผีเชื้อโรค  สำหรับทางภาคเหนือเรียกผีเสื้อว่า แมงกะป้อหรือแมงกะเบี้ย  ชื่อเรียกในภาษาอื่น มีเช่น   ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโจโจ้  ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่าหู่เตี๊ยบ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Butterfly  แต่ไม่ว่าแมลงปีกบางที่ประดับด้วยเกล็ดหลากสีสันนี้จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม  ผู้คนต่างยอมรับว่าผีเสื้อคือหนึ่งในหมู่แมลงที่สร้างความสวยงามให้แก่ธรรมชาติ

    

 

 

     เกล็ดปีกของผีเสื้อมี 2 ลักษณะด้วยกันคือ เกล็ดที่ไม่มีเม็ดสีแต่เป็นสันนูนขึ้นมา  เมื่อสะท้อนแสงจะเกิดสีรุ้งแวววาว และเกล็ดที่มีเม็ดสีอยู่ภายใน  เม็ดสีภายในเกล็ดนี้เกิดได้ทั้งจากสารเคมีที่ผีเสื้อสร้างขึ้นเองและสารเคมีที่แปรรูปจากสารอาหารที่หนอนผีเสื้อกินเข้าไป  เกล็ดสีเมื่อมองเกล็ดด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็นเพียงฝุ่นสี  และบอบบางมากเพียงสัมผัสด้วยปลายนิ้วเบา ๆ ก็จะหลุดติดมือมาทันที

 

สารที่ทำให้เกิดเม็ดสีต่าง ๆ ในเกล็ดคือ

   1. เทอรีน (pterrin) เป็นสารที่แปรรูปมาจากกรดยูริก  ในวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ มีสีส้มและสีแดง  สีแดงเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศจะซีดลงเรื่อย ๆ

   2. ฟลาโวน  (flavone) เป็นสารที่ผีเสื้อสร้างขึ้นเองไม่ได้  ต้องได้รับมาจากพืชที่กินเข้าไปในระยะตัวหนอน  ทำให้มีสีขาวจนถึงสีเหลือง พบในวงศ์ผีเสื้อสีตาลและวงศ์ผีเสื้อบินเร็วบางชนิด

   3. เมลานิน (melanin) มีสีดำเป็นเม็ดสีแบบเดียวกับคนและสัตว์ทั่วไป 
 ส่วนสีเขียวและสีม่วงฟ้าเกิดจากเกล็ดที่ไม่มีสี  เมื่อแสงส่องผ่านเยื่อบาง ๆ หลายชั้นของแผ่นปีกจะสะท้อนออกเป็นสีดังกล่าว

      บรรดาสัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่บนโลกนี้  สัตว์จำพวกแมลงมีจำนวนชนิดมากถึง 3 ใน 4 ของสัตว์ทั้งหมด  ด้วยวิวัฒนาการอันยาวนาน  แมลงจึงมีลักษณะแตกต่างหลากหลายมาก ซึ่งเราศึกษาได้จากซากดึกดำบรรพ์  ที่ค้นพบในปัจจุบัน   แต่สำหรับแมลงในกลุ่มของผีเสื้อที่มีแผ่นปีกอันบอบบาง  ซากของมันคงจะชำรุดเสียหายได้ง่ายหลังจากที่มันตายลง   ซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อที่พบในปัจจุบัน จึงไม่สมบูรณ์พอที่จะบอกเรื่องราวของมันในอดีดได้มากนัก  เราคงต้องอาศัยจินตนาการและการคาดเดาในบางส่วน

 

        แมลงที่เราพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน   ส่วนใหญ่มีวัฒนาการมาตั้งแต่ยุค  คาร์บอนนิเฟอร์รัส (Carboniferous) ราว 300 ล้านปีก่อน   จากซากดึกดำบรรพ์  พบว่ามีผีเสื้ออาจจะวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษของแมลงในอันดับ  มีคอปเทอรา (Mecoptera)  ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในยุค เพอร์เมียน (Permian) ตอนต้น หรือประมาณ 250 ล้านปีก่อน  แต่กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็นผีเสื้อได้ ก็ต้องใช้เวลาหลังจากนั้นอีกหลายล้านปี  เพราะว่าซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางคืนที่เก่าแก่ที่สุดที่เราค้นพบมีอายุอยู่ในราว 100 – 400 ล้านปีก่อน  ส่วนซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางวันมีอายุแค่ 40 ล้านปีเท่านั้น

ถ้าเราลองดูความสัมพันธ์ของผีเสื้อกับพืชมีดอกในปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ว่าทั้งสองมีวิวัฒนาการมาร่วมกัน ทั้งนี้เพราะผีเสื้อเกือบทุกชนิดมีปากเป็นท่องวง ที่วิวัฒนาการมาเพื่อใช้ดูดน้ำหวานที่อยู่ลึกลงไปในดอกไม้ พืชดอกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ค้นพบมา   มีอายุอยู่ในราว 90 ล้านปีก่อน   เมื่อดูความหลากหลายของพืชดอกซึ่งมีอยู่มากมายในยุคนั้นแล้ว   พืชมีดอกก็น่าจะกำเนิดขึ้นก่อนช่วงเวลาดังกล่าว   คือเมื่อราว 150 – 200 ล้านปีก่อน    ดังนั้น  ถ้าผีเสื้อกับพืชดอกมีวิวัฒนาการมาร่วมกันแล้ว   ผีเสื้อก็น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วยอย่างไรก็ตาม   เรายังคงสรุปให้ชัดเจนลงไปไม่ได้ว่าผีเสื้อถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่แน่    จนกว่าเราจะค้นพบหลักฐานจากอดีดที่มากพอ

 

ลักษณะของผีเสื้อ

      ผีเสื้อประกอบด้วยลำตัวที่ไม่มีโครงกระดูกภายในเช่นเดียวกับแมลงอื่น ๆ แต่มีเปลือกนอกแข็งเป็นสารจำพวกไคติน (chitin) ห่อหุ้มร่างกาย ภายในเปลือกแข็งเป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนที่ลำตัวของผีเสื้อแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ  ส่วนหัว  ส่วนอก  และส่วนท้อง  ทั้ง 3 ส่วนประกอบด้วยวงแหวนหลาย ๆ วงเรียงต่อกัน  เชื่อมยึดด้วยเยื่อบาง ๆ เพื่อให้การเคลื่อนไหวได้สะดวกวงแหวนที่เชื่อมต่อกันเป็นลำตัวของผีเสื้อมีทั้งหมด 14 ปล้อง แบ่งออกเป็นส่วนหัว 1 ปล้อง ส่วนอก 3 ปล้อง และส่วนท้อง 10 ปล้อง

ปีก

      ผีเสื้อมีปีก 2 คู่ ไม่มีปีกนอกปีกในปีกคู่หน้าจะซ้อนทับปีกคู่หลังบางส่วน ปีกของผีเสื้อเป็นเยื้อบาง ๆ ประกบกัน มีเส้นปีกเป็นโครงร่างให้ปีกคงรูปอยู่ได้  เส้นปีกของผีเสื้อจึงเปรียบได้กับโครงกระดูกของสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ  ผีเสื้อส่วนใหญ่จะมีเส้นปีกในปีกคู่หน้า 12 เส้น ปีกคู่หลัง 9 เส้น การจัดเรียงกันของเส้นปีกเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง ในการจำแนกชนิด สกุล และวงศ์ของผีเสื้อ

ตารวม (Compound  eye)  ประกอบด้วยตาเล็ก ๆ หลายพันตา ทำหน้าที่รับภาพที่เคลื่อนไหว  มีประสิทธิภาพการมองเห็นสูง

ตาเดียว (Simple eye) สันนิฐานว่ามีไว้เพื่อรับรู้ความมืดและความสว่าง

หนวด มีหน้าที่ในการดมกลิ่น

ท่องวง (proboscis) ใช้สำหรับดูดกินอาหารที่เป็นของเหลว เช่น น้ำ  น้ำหวาน  เวลาที่ไม่ได้กินอาหาร งวงนี้จะม้วนเก็บเป็นวงกลมคล้ายขดของลานนาฬิกา

ขา  มีลักษณะเป็นข้อๆ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ ข้อโคนขา ข้อต่อโคนขา ต้นขา และตีน  ตีนแบ่งเป็น 5 ข้อ มีเล็บ 1-2 คู่ ที่ปลายตีน 

ส่วนอก ประกอบด้วยปล้อง 3 ปล้องเรียงต่อกัน รอยต่อระหว่างปล้องมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากมีเกล็ดสีปกคลุม แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ ปีกคู่หน้าติดอยู่กับอกปล้องที่  2 ปีกคู่หลังติดอยู่กับอกปล้องที่ 3 (ปล้องที่ติดกับส่วนท้อง)

อวัยวะเพศ มีรูปร่างลักษณะ ที่แตกต่างกันไปตามชนิดของผีเสื้อ ในธรรมชาติผีเสื้อชนิดเดียวกันเท่านั้นจึงจะผสมพันธุ์กันได้ไม่มีการผสมข้ามพันธุ์กัน แต่ถ้ามีก็น้อยมาก อวัยวะเพศของผีเสื้อโดยเฉพาะเพศผู้จึงสามารถใช้ในการจำแนกชนิดผีเสื้อได้ด้วย

แหล่งข้อมูล

:http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet4/butterfy/butterfy.htm

นกกระติ๊ดเเดง

 นกกระติ๊ดแดงAmandavaamandava(red avadavat)

 

Thai Name :

นกกระติ๊ดแดง 

     

Common Name :

Red Avadavat  

Scientific Name :

Amandava amandava 

Status :

Uncommon Resident 

Location :

Baan Khlong Village, Phitsanulok 

Date :

26 November 2011, 08.00 a.m. 

Photographer :

Manop Taengtum 

Specification :

ตัวผู้ขนชุดผสมพันธุ์ : ปากและขนลำตัวแดงสด แถบตาดำแคบ หลังแกมน้ำตาล ปีกและหางดำ มีจุดขาวกระจายที่ลำตัวด้านล่าง ปีก และตะโพก ตัวผู้นอกฤดูผสมพันธุ์ : คล้ายตัวเมีย แต่จุดขาวใหญ่กว่า ตะโพกมีจุดขาว ตัวเมีย : แถบตาดำ ปากและตะโพกแดง ลำตัวด้านบนและล่างน้ำตาล ปีกสีเข้มกว่ามีจุดขาวเล็ก ๆ 
เสียงร้อง : 
ถิ่นอาศัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง : ทุ่งหญ้า ทุ่งนา พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าละเมาะ ที่ราบถึงความสูง 1,525 เมตร ส่วนใหญ่พบในที่ราบ
ชนิดย่อย : –

   

 

 

               เป็นนกกระติ๊ด จึงมีรูปทรงคล้ายกระติ๊ดอย่างอื่น เช่น กระติ๊ดตะโพกขาว กระติ๊ดขี้หมู ซึ่งหาพบได้ง่ายกว่าและมีขนาดใหญ่กว่า โดยนกกระติ๊ดแดงมีขนาดเล็กมาก เพียง 10 ซม.เท่านั้น   ในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ นกกระติ๊ดทั้ง2เพศจะมีสีสันคล้ายกันมาก แต่เมื่อผลัดชุดขนเป็นชุดขนฤดูผสมพันธุ์แล้ว ทั้งสองเพศจะแตกต่างกันมากนกกระติ๊ดแดงตัวผู้มี หัว ปาก ตา หน้าอก ขนคลุมโคนหางสีแดง ปีก ท้องและหางสีดำ มีจุดเล็กๆสีขาวบนปีก ขนคลุมหาง หน้าอก และใต้ตา ทำให้ดูเหมือนผลสตรอเบอรี่ จึงมีฝรั่งบางที่เรียกเค้าว่า strawberry finch     นกตัวเมีย ปาก ตา และขนคลุมโคนหางเป็นสีแดงเช่นเดียวกับตัวผู้ มีจุดกลมสีขาวประปรายที่ปีก แต่บริเวณอื่นเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ   นกกระติ๊ดแดงมักถูกพบเป็นคู่ หรือเป็นฝูง หรืออาจพบอยู่รวมฝูงกับนกกระติ๊ดอื่นๆ อาหารของเค้าคือเมล็ดข้าว หรือเมล็ดหญ้าชนิดต่างๆ แต่ก็มีหญ้าบางชนิดเหมือนกันที่เป็นที่โปรดปราน ตามปกติเค้าจะลงกินเมล็ดหญ้าในพงหญ้ารกๆ มองเห็นตัวได้ค่อนข้างยาก แต่เจ้าตัวนี้ลงกินหญ้าข้างถนน ทำให้เห็นตัวได้ง่ายมากๆนอกจากลงกินอาหารในที่รกแล้ว บางครั้งเราก็จะได้พบเค้าเกาะบนกิ่งไม้ หรือต้นหญ้า มองเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะสีแดงสดของเค้านั่นเอง     นกกระติ๊ดแดงเป็นนกประจำถิ่น พบได้ที่ภาคกลางและภาคเหนือ บริเวณที่ราบ ไปจนถึงความสูง 1500 เมตร แต่เป็นนกที่หาดูได้ยาก ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขยายตัวของเมืองเช่นเดียวกับนกทุ่งอื่นๆ ทำให้มีแหล่งทำรังวางไข่ที่เหมาะสมลดลง และส่วนหนึ่งมากจากการดักจับไปขายเนื่องจากในฤดูผสมพันธุ์มีสีสันที่สวยงาม 

       

 

แหล่งอ้างอิง

: คู่มือดูนกหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย และหนังสือนกในเมืองไทย เล่ม 1 รศ.โอภาส ขอบเขตต์ 

โคนม

การเลี้ยงโคนม

 

ควรจะรู้เรื่องของโคนมซึ่งแบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่

 

๑.       พันธุ์โคนมที่มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อน 

 

เช่น พันธุ์เรดซินดี้ ซาฮิวาล เป็นต้น จะสังเกตว่าโคนมพวกนี้จะมีโหนกหลังใหญ่และทนอากาศร้อนได้ดีแต่ให้นมไม่มากนัก

มีอยู่หลายพันธุ์ สังเกตได้ง่ายคือไม่มีโหนกที่หลัง คือจะเห็นแนวสันหลังตรง มักไม่ค่อยทนต่ออากาศร้อน พันธุ์ที่สำคัญได้แก่พันธุ์ขาวดำหรือโฮลสไตน์ฟรีเซียน

โคพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเซียนนี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศฮอลแลนด์ ได้รับความนิยมเลี้ยงกันมากที่สุดเพราะให้นมมาก มีสีดำตัดขาว รูปร่างใหญ่ ขนาดโตเต็มที่ตัวผู้หนัก ๘๐๐-๑,๐๐๐ กก. ตัวเมียหนัก ๖๐๐-๗๐๐ กก. โคพันธุ์นี้ชอบอากาศหนาว อุณหภูมิไม่ควรเกินกว่า 22°ซ.

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแถบร้อน การเลี้ยงโคนมพันธุ์โฮลสไตน์ที่เป็นพันธุ์แท้มักจะมีปัญหามากถ้าหากการจัดการไม่ดี ดังนั้นเกษตรกรควรเลี้ยงลูกผสมระหว่างโคพันธุ์โฮลสไตน์กับโคพันธุ์พื้นเมือง หรือโคที่มีกำเนิดในแถบร้อนพันธุ์อื่น ๆ โดยมีสายเลือดโคนมพันธุ์โฮลสไตน์อยู่ระหว่าง ๕๐-๗๕ ℅ ซึ่งลูกผสมระดับสายเลือดนี้จะให้ผลผลิตการให้นมเฉลี่ยปีละประมาณ ๑,๘๐๐-๒,๒๐๐ กก.

 

การเริ่มต้นเลี้ยงโคนมสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ทุน สถานที่ ตลาดและปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญคือทุน ซึ่งแบ่งแยกออกได้เป็น ๕ รายการ คือ

 

๑.  ทุนสำหรับซื้อโค

๒.  ทุนสำหรับสร้างโรงเรือนหรือคอกสัตว์

๓.  ทุนสำหรับเตรียมแปลงหญ้า

๔.  ทุนสำหรับหาแหล่งน้ำหรือการชลประทาน

๕.  ทุนสำหรับค่าอาหาร ค่าแรงงานอื่น ๆ

          

การเลี้ยงโคนมอาจเริ่มต้นได้หลายวิธี

 

 

ซึ่งแล้วแต่ความเหมาะสมและความพร้อมแต่ละบุคคล ดังนี้

๑.  เริ่มต้นโดยการหาหรือเลือกซื้อ แม่โคพันธุ์พื้นเมือง หรือแม่โคที่มีสายเลือดโคเนื้อที่มีลักษณะดีไม่เป็นโรคติดต่อมาเลี้ยง แล้วใช้วิธีผสมเทียมกับสายเลือดโคพันธุ์นมของยุโรปพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่ง เมื่อได้ลูกผสมตัวเมียก็จะมีเลือดโคนม ๕๐℅ เมื่อเลี้ยงดูต่อไปอีกประมาณ ๓๐-๓๖ เดือน ก็จะให้ลูกตัวแรก แม่โคตัวนี้ก็จะเริ่มรีดนมได้

๒.  เริ่มต้นโดยหาซื้อลูกโคนมพันธุ์ผสมเพศเมียมาเลี้ยงโดยอาศัยนมเทียมหรือหางนมผงละลายน้ำให้กินในปริมาณจำกัด พร้อมทั้งให้อาหารข้นลูกโคอ่อนและหญ้าจนกระทั่งอย่านมถึงอายุผสมพันธุ์ ตั้งท้อง คลอดลูก และเริ่มรีดนมได้

๓.  เริ่มต้นโดยการจัดซื้อโคนมอายุเมื่อหย่านม โครุ่น โคสาว หรือโคสาวที่เริ่มตั้งท้อง หรือแม่โคที่เคยให้นมแล้วจากฟาร์มใดฟาร์มหนึ่งมาเลี้ยง วิธีนี้ใช้ทุนค่อนข้างสูง แต่ให้ผลตอบแทนเร็ว

วิธีเลี้ยงลูกโคระยะแรก

 

โดยให้ลูกโคกินนมแม่ต่อหลังจากนมน้ำเหลืองหมด จนลูกโคอายุได้ ๒-๓ เดือน แล้วจึงให้กินนมเทียมหรือนมผงละลายน้ำต่อ จนอายุได้ ๔-๖ เดือน จึงหย่านม การให้นมควรจะให้ในปริมาณที่เกือบคงที่ตลอดไปหรือประมาณ ๑๐℅ของน้ำหนักตัว เช่น ลูกโคเกิดมามีน้ำหนัก ๔๐ กก. ก็ให้นมวันละ ๔ กก. โดยแบ่งครึ่งเช้าและบ่ายจนอายุหย่านม ในขณะเดียวกันควรตั้งอาหารขึ้นสำหรับลูกโคและหญ้าแห้งวางไว้ให้ลูกโคได้ทำความรู้จักและหัดกินตั้งแต่ลูกโคอายุได้ ๑-๒ สัปดาห์ เป็นการหัดโดยการบังคับให้ลูกโคช่วยเหลือตัวเองโดยเร็วที่สุด ประหยัดนมแม่โคได้มากเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงลูกโค

การเลี้ยงโครุ่นและโคสาว

 

 

เมื่อลูกโคอายุได้ ๔ เดือน ระบบการย่อยได้พัฒนาดีขึ้น ลูกโคจะสามารถกินหญ้าได้ดีแล้ว จากนั้นก็จะถึงระยะการเป็นโครุ่น-โคสาว ต่อไป ก็จะถึงอายุเกณฑ์ผสมพันธุ์คืออายุได้ประมาณ ๑๘-๒๒ เดือน ในช่วงดังกล่าวนี้โคจะเจริญอย่างรวดเร็วควรเพิ่มอาหารผสมให้บ้างเป็นวันละ ๑-๒ กก.และให้หญ้ากินเต็มที่ ในกรณีที่เลี้ยงแบบปล่อยลงในแปลงหญ้าก็จะเป็นการดียิ่งขึ้น เพราะโคได้ออกกำลังกาย และยังเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและแรงงานได้มากอีกด้วย

การเลี้ยงและดูแลโครีดนม

แม่โคจะให้นมหรือมีนมให้รีดก็ต่อเมื่อหลังจากคลอดลูกในแต่ละครั้ง แต่จะให้นมเป็นระยะยาวหรือสั้นมากน้อยต่างกันขึ้นกับความสามารถของแม่โคแต่ละตัว พันธุ์ และปัจจัยอื่น ๆ อีก แต่โดยทั่วไปจะรีดนมได้ประมาณ ๕-๑๐ เดือน น้ำนมเหลืองควรจะรีดให้ลูกโคกินจนหมดไม่ควรนำส่งเข้าโรงงานเป็นอันขาด และควรให้อาหารแก่แม่โคอย่างเพียงพอ เพื่อแม่โคจะได้ไปสร้างน้ำนมและเสริมร่างกายส่วนอื่น ๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์ได้อย่างเพียงพอ ภายหลังจากแม่โคคลอดลูกโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ๓๐-๗๐ วัน มดลูกจะเริ่มกลับเข้าสู่สภาพปกติ แม่โคจะเริ่มเป็นสัดอีก เมื่อแม่โคแสดงอาการเป็นสัดภายหลังคลอดน้อยกว่า ๒๕ วัน ยังไม่ควรให้ผสมพันธุ์ เพราะมดลูกและอวัยวะต่าง ๆ ในระบบสืบพันธุ์เพิ่งฟื้นตัวใหม่ ๆ ยังไม่เข้าสู่สภาพปกติ ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะรอให้เป็นสัดครั้งที่ ๒ จึงค่อยผสมพันธุ์ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาประมาณ ๔๕-๗๒ วันหลังจากคลอด

การเป็นสัด

 

 หมายถึงสัตว์ตัวเมียยอมให้ผสมพันธุ์กับจะมีการตกไข่เกิดขึ้น อาจจะเป็นการผสมเทียมหรือผสมแบบธรรมชาติก็ได้แล้วแต่ความสะดวก การเป็นสัดของโคแต่ละรอบจะห่างกันประมาณ ๒๑ วัน ในแต่ละครั้งของการเป็นสัดใช้เวลา ๑๘-๒๔ ชั่วโมง ไข่จะตกหลังจากหมดการเป็นสัดแล้วประมาณ ๑๔ ชั่วโมง ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการผสมพันธุ์คือระยะเวลาก่อนที่ไข่จะตกเล็กน้อย เช่น ถ้าพบโคเป็นสัดตอนเช้าก็ควรจะผสมอย่างช้าตอนบ่ายวันเดียวกัน หรือถ้าเห็นโคเป็นสัดตอนบ่ายหรือเย็นก็ควรจะผสมอย่างช้าเช้าวันรุ่งขึ้น

อาการของโคเป็นสัด

 

เจ้าของอาจสังเกตอาการของโคอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจแสดงออกมาพร้อมกันดังนี้

๑.  ส่งเสียงร้องที่ผิดปกติ

๒.  เครื่องเพศบวมแดง

๓.  ปัสสาวะถี่

๔.  มีเมือกใสและเหนียวไหลออกมาจากช่องคลอดหรือเลอะบริเวณก้นทั้งสองข้าง

๕.  ไม่สนอาหารหรือกินอาหารน้อยทั้งอาหารข้นและหญ้า

๖.  ถ้าเป็นแม่โคที่กำลังให้นมจะพบว่าน้ำนมลดลง

๗.  ขึ้นขี่ตัวอื่นหรือยอมให้ตัวอื่นขี่

๘.  สังเกตที่ดวงตา จะเห็นม่านตาเบิกกว้างบ่อยครั้งกว่าปกติ ส่อให้เห็นการตื่นตัวและตื่นเต้นง่าย

เมื่อโคนางได้รับการผสมพันธุ์แล้วประมาณ ๒๑ วัน หากโคไม่แสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าโคตัวนั้นเริ่มตั้งท้องแล้ว

 

 

การรีดนม

 

เพื่อที่จะเอานมออกจากเต้านมของแม่โค น้ำนมส่วนมากจะถูกขับออกมาโดยการกระตุ้นทางระบบประสาทและฮอร์โมนพร้อม ๆ กับการรีด นั่นคือการทำให้ภายในหัวนมเกิดมีแรงอัดดันจนทำให้รูหัวนมเปิดออก น้ำนมซึ่งอยู่ภายในจึงไหลออกได้ การรีดนมมีอยู่ ๒ วิธีคือ การรีดนมด้วยมือ และการรีดนมด้วยเครื่อง ซึ่งควรรีดให้สะอาดเสร็จโดยเร็วและให้น้ำนมหมดเต้า

ขั้นตอนการรีดนมเพื่อให้ได้น้ำนมที่สะอาด

 

๑.  การเตรียมน้ำยาฆ่าเชื้อโดยน้ำยาคลอรีนอย่างเจือจาง

๒.  การเตรียมอุปกรณ์การรีด ซึ่งรวมถึงผู้ที่ทำการรีดและแม่โคให้เรียบร้อย การเตรียมการต่าง ๆ ควรจัดการให้สะอาดหรือฆ่าเชื้อก่อนด้วยน้ำยาคลอรีน

๓.  ทำความสะอาดตัวโคและบริเวณคอกรีดที่สกปรก

๔. ล้างเต้านมด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำยาคลอรีนพร้อมกับนวดเช็ดเบา ๆ

๕.  ก่อนลงมือรีดควรตรวจสอบความผิดปกติของน้ำนมหรือทำการรีดน้ำนมที่ค้างอยู่ในหัวนมทิ้งเสียก่อน

๖.  ขณะลงมือรีดนมควรรีบรีดให้เร็วที่สุดไม่หยุดพักโดยกะให้เสร็จภายใน ๕-๘ นาที และต้องรีดให้หมดทุกเต้า

การรีดนมด้วยมือโดยการใช้นิ้วหัวแม่มือนิ้วชี้บีบหรือรีดหัวนมตอนบนเพื่อเป็นการเปิดทางนม เป็นการกันไม่ให้น้ำนมในหัวนมหนีขึ้นไปอยู่ตอนบน ต่อมาก็ใช้นิ้วที่เหลือ(กลาง นาง ก้อย) ทำการบีบไล่น้ำนมตั้งแต่ตอนบนเรื่อยลงมาข้างล่าง จะทำให้ภายในหัวนมเกิดมีแรงอัดและน้ำนมจะถูกดันผ่านรูนมออกมา และเมื่อขณะที่ปล่อยช่วงนิ้ว(แม่มือ นิ้วชี้) ที่รีดหัวนมตอนบนออก น้ำนมซึ่งมีอยู่ในถุงพักนมข้างบนจะไหลลงมาส่วนล่างเป็นการเติมให้แกหัวนมอีก เป็นเช่นนี้ตลอดระยะเวลาที่รดจนกระทั่งน้ำนมหมด

 

บรรณานุกรม:

กรมปศุสัตว์ ๒๕๓๐ การเลี้ยงโคนม เกษตรยุคใหม่ ฟันนี่พับบลิชชิ่ง กรุงเทพมหานคร หน้า ๔๓๕-๔๕๓.

http://www.thaikasetsart.com  

ไส้ดินสอ

ไส้ดินสอ

 

 (อังกฤษ: pencil) เป็นอุปกรณ์ในการเขียนและการวาดภาพ มักใช้เขียนลงบนกระดาษ ดินสอปกติจะมีลักษณะเป็นแท่งไม้ยาวๆมีไส้อยู่ข้างในโดยปกติไส้ดินสอจะทำจากแกรไฟต์ มีดินสอบางชนิดทำจากถ่านไม้ (ในดินสอเขียนคิ้วจะเป็นเครื่องสำอาง) ดินสอบางแท่งจะมียางลบอยู่ที่ปลายดินสอเพื่อสะดวกในการลบ

 

ประวัติ

ดินสอมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโรมัน โดยในสมัยนั้นจะเป็นแท่งโลหะ เช่น ตะกั่ว ขูดขีดลงบนกระดาษ

ปี1564 เกิดลมพายุหมุนที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอังกฤษต้นไม้ต้นหนึ่งถูกลมพายุโค่นถอนรากชาวบ้านได้พบถ่านคาร์บอนชนิดหนึ่งใต้พื้นดินตรงนั้น  แต่เปราะหักง่ายจึงไม่เป็นที่นิยมใช้

ปี1760 นักเคมีชาวเยอรมันได้นำเอาถ่านคาร์บอนดังกล่าวมาบดให้ละเอียดทำเป็นไส้ดินสอแต่ไม่เป็นผลสำเร็จนักจนปลายทศวรรษที่18 นักเคมีชาวฝรั่งเศสได้ผสมกาวลงในถ่านคาร์บอนแล้วเผาเป็นแท่งได้ไส้ดินสอที่มีสีเข้มอ่อนและไม่หักง่ายต่อมาจึงมีผู้ใช้ไม้เนื้ออ่อนหุ้มโดยรอบจนกลายเป็นดินสอที่นำมาใช้สะดวกจนถึงทุกวันนี้

การผลิต

ในปัจจุบัน ดินสอผลิตโดยการใส่แกรไฟต์กับผงถ่าน เติมน้ำลงไป ผสมแล้วทำให้เป็นแท่งยาวคล้ายสปาเกตตี้ เผาในเตาให้แข็ง จากนั้นจุ่มในน้ำมันหรือขี้ผึ้ง เพื่อให้เขียนได้ง่ายขึ้น จากนั้นประกอบเข้ากับไม้ที่เจาะรูไว้ให้เป็นแท่งดินสอ

ดินสอส่วนใหญ่ โดยเฉพาะดินสอที่ใช้ในงานศิลปะ จะระบุความเข้มของดินสอเอาไว้ด้วยตามระบบยุโรป โดยใช้อักษร “H” (hardness – ความแข็ง) “B” (blackness – ความดำ) และ “F” (fine point – เนื้อละเอียด) ดินสอสำหรับศิลปะจะมีความเข้มหลายขนาดให้เลือกใช้ เพื่อให้มีความเข้ม ความสวยงาม และให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน มีตั้งแต่ดินสอที่แข็งและสีอ่อน ไปจนถึงสีเข้มมาก โดยมักเรียงตามลำดับต่อไปนี้

                                       

9H

8H

7H

6H

5H

4H

3H

2H

H

F

HB

B

2B

3B

4B

5B

6B

7B/EB

8B/EE

9B

แข็งที่สุด

ปานกลาง

อ่อนที่สุด

   

ในคริสต์ศักราช 1970 ,STAEDTLER ได้กำหนดใช้สัญลักษณ์ตัวอักษร EB และ EE ในผลิตภัณฑ์ของตน

ในปัจจุบันนี้ได้ยกเลิกการใช้สัญลักษณ์ตัวอักษร EB และ EE แต่ถูกแทนที่ด้วย 7B และ 8B

อย่างไรก็ตามสัญลักษณ์ตัวอักษร EE ยังคงปรากฏในผลิตภัณฑ์ชื่อ STAEDTLER Mars Lumograph ของ STAEDTLER ในประเทศไทย

 

นอกจากนี้แล้วยังมีระบบอเมริกันที่ใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียว โดยสามารถเทียบประมาณกับระบบยุโรปได้ดังนี้

สี

อเมริกา

 

ยุโรป

 

#1

=

B

 

#2

=

HB

 

#2 ½ *

=

F

 

#3

=

H

 

#4

=

2H

                  

* อาจพบความเข้ม 2 4/8, 2.5, 2 5/10 แล้วแต่ชนิด

ดินสอที่เขียนกันโดยทั่วไป มีความเข้มระดับ HB และดินสอสำหรับระบายกระดาษคอมพิวเตอร์ ต้องใช้ความเข้มระดับ 2B ขึ้นไป

รูปร่างของดินสอ

ดินสอส่วนใหญ่จะมีหน้าตัดเป็นรูปหกเหลี่ยม เนื่องจากสามารถจับได้ถนัด สบายมือ และเมื่อกลิ้งจะสามารถหยุดได้ (หากกลมจะมีโอกาสกลิ้งตกโต๊ะไปมากกว่า) ดินสอสำหรับช่างไม้จะเป็นรูปร่างแบน ซึ่งไม่กลิ้งเช่นกัน และสามารถกะระยะของเส้นได้เที่ยงตรงกว่า

 

 

แหล่งข้อมูล

 

:http://th.wikipedia.org/wiki/

https://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=62572

เส้นผม

           ผมแต่ละเส้นงอกจากเดอร์มัลแปปิลลาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่าแมทริกซ์ (Matrix)ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ผลิตเซลล์ผมเมื่อเซลล์นี้แบ่งตัวขึ้นมาก็จะดันเซลล์เก่าขึ้นไปข้างบนจนอยู่เหนือผิวหนังเซลล์ผมที่ถูกผลักขึ้นมาเรื่อยๆจะค่อยๆตายขณะเดียวกันก็ผลิตสารเคอราติน (Keratin) พอกพูนขึ้นสารเคอราตินนี้จะเรียงตัวเป็นเส้นขนานแต่ละเส้นของเคอราตินจะถูกยึดติดกันด้วยพลังไดซัลไฟด์บอด์ (Disulfide Bond) เมื่อสารเคอราตินถูกผลักให้สูงขึ้นๆจะมีการเรียงตัวแบ่งออกเป็น 3 ชั้นชัดเจนขึ้น  ซึ่งชั้นแรกคือชั้นแกนกลางเรียกว่า เมดัลลา (Medulla)  ชั้นถัดออกไปคือ คอร์เท็กซ์ (Cortex) ส่วนชั้นผิวนอกสุดเรียกว่า คิวติเคิล

 

      

 

ชั้นเมดัลลา(Medulla) มีเซลล์รูปร่างกลมๆระหว่างเซลล์มีช่องอากาศแทรกอยู่ทำให้ดูคล้ายฟองน้ำ   

ชั้นคอร์เท็กซ์  (Cortex) มีเซลล์รูปร่างกระสวยซึ่งเป็นเซลล์ตายที่เต็มไปด้วยเคอราตินชั้นคอร์เท็กซ์นี้เป็นชั้นที่แสดงคุณลักษณะของเส้นผมไม่ว่าจะเป็นความอ่อนนุ่ม สีสัน และความอวบอ้วน หรือ ความผอมของผม

ชั้นคิวติเคิล  (Cuticle)  ที่อยู่นอกสุดเป็นชั้นที่ประกอบด้วยเซลล์ตายทับซ้อนกัน 7 ชั้นแต่ละเซลล์เต็มไปด้วยเคอราตินใสๆส่วนคิวติเคิลนี้มีลักษณะคล้ายเกล็ดปลาผายออก(ซึ่งช่วยทำให้การดึงผมหลุดออกมาได้ยาก)เส้นผมส่วนที่โผล่พ้นผิวหนังขึ้นมามีแต่เซลล์ตาที่เต็มไปด้วยเคอราติน

คนเราจะมีเส้น

เส้นผมคนเราไม่ได้งอกตลอดเวลา แต่มีวงจรการเจริญเติบโตของมันโดยเฉพาะ สามารถ แบ่งได้เป็น 3 ระยะ…..

ที่แน่ชัดพบมากในวัยหนุ่มสาวพบน้อยในคนอายุเกิน45ปีขึ้นไปทั้งหญิงและชายมีโอกาสเป็นเท่าๆกันอาการที่พบคือผมแหว่งหายไปเป็นหย่อมๆ มีลักษณะกลมหรือรีขอบเขตชัดเจนตรงกลางไม่มีเส้นผมแต่จะเห็นรูขุมขนส่วนหนังศีรษะในบริเวณนั้นเป็นปกติไม่แดงไม่เจ็บไม่คันไม่เป็นสะเก็ดหรือเป็นขุยอาจพบมีเพียง 1-2 หย่อมหรืออาจมากกว่านี้

1. ระยะการเจริญเติบโต    ในระยะนี้ต่อมรากผมจะอยู่ลึกที่สุด ซึ่งจะอยู่ในชั้นหนังแท้พร้อมกับจะมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงอยู่มากมาย อัตราการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ยจะยาวขึ้นประมาณ 1 ซ.ม. ต่อ ระยะเวลา 1 เดือน ติดต่อกัน 2 – 6 ปี เส้นผมของคนเราประมาณ   90 % จะอยู่ในระยะการเจริญเติบโตนี้

2. ระยะพัก  เมื่อการเจริญเติบโตถึงที่สุดแล้วเส้นผมของคนเราก็จะเข้าสู่ ระยะพักระยะพักนี้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆโดยประมาณ 2- 3 สัปดาห์ ต่อมรากผมก็จะเลื่อนสูงขึ้นไปและจะแยกตัวออกจากหลอดเลี้ยงที่มาหล่อเลี้ยงเส้นผมเส้นผมของคนเราโดยประมาณ1 % ที่จะอยู่ในระยะพักนี้

3. ระยะหยุดการเจริญเติบโต ระยะหยุดการเจริญเติบโตนี้จะเป็นระยะสุดท้ายของเส้นผมต่อมรากผมจะค่อยๆเลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆและเส้นผมที่งอกใหม่ดันให้ผมเก่าหลุดร่วงไปโดยทั่วไประยะนี้จะกินเวลาประมาณ 3 เดือนและเส้นผมของคนเราโดยประมาณ 10% ที่อยู่ในระยะหยุดการเจริญเติบโต


สรุปเมื่อเรารู้วงจรการเติบโตของเส้นผม ว่ามี 3 ระยะ ทำให้เราบอกได้ว่าการที่คนเรามีผมร่วงวันละ 10 – 100 เส้น ถือว่าเป็นปกติ ไม่ต้องกังวล เมื่อเราหวีผม หรือ สระผม ก็จะทำให้เส้นผมที่อยู่ในระยะ 3 คือระยะหยุดการเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสุดท้าย หลุดร่วงง่ายขึ้นเส้นผมที่งอกมาใหม่นั้นเมื่อพ้นจากหนังศีรษะนั้นเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว จะประกอบด้วย โปรตีน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ปัญหาอยู่ที่การดูแลต่อมรากผมให้แข็งแรงเพราะรากผมเป็นเซลล์ที่มีชีวิตเปรียบได้เหมือนกับโรงงานผลิตเส้นผม  ถ้าการดูแลรากผมไม่ดีก็จะมีผลทำให้รากผมไม่แข็งแรงเส้นผมก็จะงอกผิดปกติได้ หรือถ้าปล่อยให้รากผมถูกทำลายก็จะทำให้เส้นผมใหม่งอกไม่ได้

ผมร่วงอย่างไรที่จะบอกได้ว่าผมร่วงผิดปกติ

วิธีที่จะทำให้ท่านช่วยวินิจฉัยตัวท่านเองว่ามีผมร่วงผิดปกติ หรือ มีแนวโน้มว่าจะมีอาการผมร่วง ผมบาง ศีรษะเถิก ศีรษะล้าน ได้ในอนาคต โดยตอบคำถามต่อไปนี้ 


1.ผมร่วงมากกว่า 100 เส้นต่อวัน ติดต่อกันนานกว่า 2 เดือน


2. ผมบางลง และ/หรือ เส้นผมเล็กลง


3. ศีรษะเถิก  ไรผมขยับขึ้นเรื่อยๆ


4. พ่อ  แม่ หรือ ปู่  ย่า  ตา  ยาย มีประวัติผมร่วงผมบาง

 

แหล่งข้อมูล

: http://www.hair-3b.com/Page/N%20Head.aspx

 

น้ำตา

น้ำตา

 

น้ำหรือสารคัดหลั่ง ที่มีหน้าที่หล่อเลี้ยงดวงตาให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ น้ำที่หล่อเลี้ยงดวงตานี้หลั่งมาจากต่อมน้ำตา หนังตา และเยื่อบุตา ตลอดเวลาในปริมาณเล็กน้อย จนไม่สังเกตว่ามีน้ำตา แต่เมื่อเวลาที่เกิดอารมณ์ดีใจ เสียใจ หรือมีสิ่งแปลกปลอมทำให้ระคายเตืองตา จะมีน้ำหลั่งมาจากต่อมน้ำตาในปริมาณมากพอให้เห็นได้ บางครั้งอาจมีลักษณะของตาแดงบวมช้ำ ร่วมด้วย

ส่วนประกอบของน้ำตา

น้ำตาประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆ ที่เป็นเสมือนอาหารให้เซลล์ผิวดวงตา ช่วยให้ผิวดวงตาแข็งแรง เช่น ออกซิเจน โดยปกติ กระจกตา เป็นอวัยวะที่ไม่มีเลือดมาเลี้ยงเหมือนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ในดวงตา จึงต้องการออกซิเจนจากอากาศและน้ำตาเป็นหลัก นอกจากนี้ น้ำตา ยังมีสารอิเล็กโทรไลต์และวิตามินต่างๆ เช่นวิตามินเอ วิตามินอี มีสารต้านจุลชีพ(antimicrobial) และสารต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ที่จำเป็นต่อการคงสภาพที่ปกติของผิวดวงตา

ในภาวะปกติ น้ำตาสร้างมาจากต่อมน้ำตา ต่อมภายในเยื่อบุตา ต่อมบริเวณโคนขนตา ตลอดจนต่อมภายในหนังตา แต่ละต่อมสร้างน้ำตาต่างชนิดกัน โดยเรียงเป็น 3 ชั้น ชั้นนอกเป็นชั้นไขมัน ชั้นกลางเป็นน้ำ และชั้นที่ชิดผิวตาเป็นชั้นเมือก น้ำตาจะหายไปโดยการระเหยร้อยละ 20 ที่เหลือจะไหลลงท่อบริเวณหัวตาลงสู่คอและจมูก

อวัยวะสำหรับหลั่งน้ำตา[1]

  • ต่อมน้ำตา อยู่ในเบ้าตาตรงมุมบนหัวตาไปถึงมุมหางตา มีท่อเล็กๆ ประมาณ 3-9 ท่อ เปิดสู่รอยพับบนเยื่อบุตา ทำให้ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ ช่วยชะล้างฝุ่นละออง และสิ่งแปลกปลอมที่เข้าตา
  • หลอดน้ำตา เป็นหลอดเล็กๆ อยู่ในเปลือกตาบนและล่าง ตรงมุมหัวตา หลอดน้ำตายาวประมาณ 10 มิลลิเมตร ทอดไปสู่ถุงน้ำตา จึงเป็นทางระบายน้ำตาด้านหน้าของลูกตาไปสู่ถุงน้ำตา
  • ถุงน้ำตา อยู่หลังผิวหนังบริเวณระหว่างมุมหัวตาของเปลือกตากับดั้งจมูก มีท่อยาวประมาณ 18 มิลลิเมตร กว้าง 3-4 มิลลิเมตร เปิดสู่ช่องจมูกส่วนหน้า

ในขณะร้องไห้ ต่อมน้ำตาจะหลั่งน้ำตาออกมามาก บางส่วนก็ล้นไปสู่แก้ม บางส่วนผ่านหลอดน้ำตา ถุงน้ำตา ไปตามท่อสู่โพรงจมูก น้ำตาและน้ำมูกรวมกันเป็นขี้มูกโป่ง

         

แหล่งข้อมูล

: http://th.wikipedia.org/wiki/

ดอกไม้ทะเล

ดอกไม้ทะเล

 

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร:

Animalia

ไฟลัม:

Cnidaria

ชั้น:

Anthozoa

ชั้นย่อย:

Hexacorallia

อันดับ:

Actiniaria

Suborders

Endocoelantheae
Nyantheae
Protantheae
Ptychodacteae

ความหลากหลาย

46 families

    

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดอกไม้ทะเล (อังกฤษ: Sea Anemone) เป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลังหลายชนิดและหลายสกุล ในอันดับ Actiniaria รูปทรงกระบอกยืดหดได้ ด้านหนึ่งเป็นฐานสำหรับยืด ด้านตรงข้ามเป็นช่องปาก มีหนวดมาก,เห็ดหลุบ อาศัยอยู่ภายใต้ท้องทะเลและมหาสมุทร มีลักษณะของลำตัวที่มีรูปร่างคล้ายถุง และมีรูเปิดออก 1 รู ดอกไม้ทะเลจะมีอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายกับหนวดอยู่รอบ ๆ บริเวณรูเปิดนั้น มีสีสันที่แตกต่างกันเช่น สีแดง สีเขียว สีส้ม

ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์ที่จัดอยู่ใน Phylum Cnidaria (นิรนาม1, 2547) ลำตัวของดอกไม้ทะเลมีลักษณะเป็นโพลิบ มีขนาดตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลางไม่ถึง 5 มิลลิเมตร ถึง 100 มิลลิเมตร (10 เซนติเมตร) และโพลิบยาว 5 มิลลิเมตร ถึง 200 มิลลิเมตร (20 เซนติเมตร) บางชนิดก็มีขนาดใหญ่กว่านี้ ดอกไม้ทะเลอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบที่อากาศค่อนข้างอุ่น ดอกไม้ทะเลจะใช้แว่นเท้ายึดเกาะกับสิ่งต่างๆ ในทะเล บางชนิดฝังตัวอยู่ในโคลนตมหรือทราย (บพิธ และนันทพร, 2540) บริเวณหนวดของดอกไม้ทะเลจึงมักเป็นที่อยู่อาศัยของปลาการ์ตูนและปลาสลิดหิน ซึ่งดำรงชีวิตแบบเกื้อกูลกัน (สุรินทร์ และสมสุข, 2547) ดอกไม้ทะเลมีลักษณะเด่นอยู่ที่ การแบ่งชั้นของเนื้อเยื่อ และเข็มพิษสัตว์ทุกตัวในไฟลัมนี้จะมีเข็มพิษ ที่เรียกว่า ?Nematocyst? ใช้เพื่อป้องกันตัวและหาอาหาร

ดอกไม้ทะเลกินสัตว์อื่น (carnivorous) ที่มีขนาดเหมาะสมกับตัวเป็นอาหาร (บพิธ และ นันทพร, 2540) โดยอาศัยหนวดที่มีเข็มพิษอยู่ข้างใน ยิงใส่เหยื่อที่เข้ามาใกล้ๆ (นิรนาม1, 2547) เวลาถูกรบกวนจะหดตัวและดึงเอาหนวดและแว่นปากเข้าไปภายใน (บพิธ และนันทพร, 2540)

                  

          ปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเลเปรียบเสมือนผีเสื้อกับดอกไม้ทะเลที่อยู่เคียงคู่กันเสมอ ปลาการ์ตูนบางชนิดจะเจาะจงอยู่อาศัยกับดอกไม้ทะเลที่มันชื่นชอบเท่านั้น แต่ก็มีหลายชนิดที่สามารถอยู่กับดอกไม้ทะเลหลายชนิดได้เช่นกัน ปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเลนับได้ว่ามีส่วนเสริมสร้างชีวิตและสีสันให้แก่ท้องทะเล และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ ทั่วโลก (ยุพินท์, 2546) เนื่องจาก เป็นปลาที่ว่ายน้ำไม่เก่ง ในธรรมชาติปลาการ์ตูนจะอาศัยกับดอกไม้ทะเลหลายชนิด (ภวพล, 2546) ซึ่งเราเรียกการอยู่รวมกันและพึ่งพาอาศัยกันแบบนี้ว่า ?การพึ่งพาอาศัยกันแบบ Symbiosis? โดยที่สิ่งมีชีวิตสองชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัน หรือโดยต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยที่ปลาการ์ตูนจะอาศัยดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบภัย หาอาหาร และสืบพันธุ์ ส่วนดอกไม้ทะเลจะได้จับเหยื่อเป็นอาหารจากที่ปลาการ์ตูนล่อเหยื่อเข้ามา เพราะว่า ดอกไม้ทะเลจะมีหนวดอยู่เป็นจำนวนมาก และที่บริเวณปลายหนวดจะมีเข็มพิษ ที่เรียกว่า Nematocyst อยู่เป็นจำนวนมากแต่พิษเหล่านี้จะไม่เป็นอันตรายกับปลาการ์ตูน (วิรัช, 2547) นอกจากนี้ดอกไม้ทะเลยังสามารถปกป้องปลาการ์ตูนจากปลาที่ดุร้าย ในทางกลับกันปลาการ์ตูนจะคอยขับไล่พวกปลาที่มากินดอกไม้ทะเล เช่น พวกปลาผีเสื้อ และได้มีรายงานว่าในบริเวณใดที่ปลาการ์ตูนถูกจับไปดอกไม้ทะเลก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น การดำรงอยู่ของสัตว์ทั้ง 2 ชนิดจึงถือเป็นการพึ่งพาอาศัยกันอย่างแท้จริง


จากการที่ปลาการ์ตูนสร้างเมือกเพื่อป้องกันอันตรายจากพิษของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะดอกไม้ทะเลซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่มีพิษและยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาการ์ตูนอีกด้วย (นิรนาม1, 2547) ได้ แต่ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดก็จะมีเมือกหุ้มป้องกันพิษของดอกไม้ทะเล ได้เพียงบางชนิดเท่านั้น จึงจะพบได้ว่าดอกไม้ทะเลแต่ละชนิดจะมีปลาการ์ตูนชนิดที่สามารถอาศัยอยู่แตกต่างกัน (วิรัช, 2547)

 

ดอกไม้ทะเล และเข็มพิษ


ดอกไม้ทะเลหรือ Sea Anemone เป็นสัตว์ในไฟลัม Cnidaria ในกลุ่มเดียวกับ กัลปังหา และ แส้ทะเลลักษณะเด่นของสัตว์ในไฟลัมนี้คือจะใช้เข็มพิษในการล่าเหยื่อหาอาหาร และป้องกันตัวจากศัตรู (ภวพล, 2546) ดอกไม้ทะเลนั้นมีหนวดมากมาย ปลายหนวดแต่ละอันบรรจุเข็มพิษ (nematocyst) หนวดและเข็มพิษเหล่านี้จะทำงานทันที่เมื่อถูกสัมผัส โดยที่การที่ปลายหนวดเหล่านี้ก็จะปล่อยเข็มพิษใส่วัตถุที่มาสัมผัสทันที ดอกไม้ทะเลเองมีเมือกหุ้มตัวเองไว้ เมือกนี้จะคอยหยุดยั้งการทำงานของเข็มพิษไม่ให้ดอกไม้ทะเลยิงตัวมันเอง (นิรนาม1, 2547) ในดอกไม้ทะเลมีพิษที่เป็นสารประกอบโปรตีน อยู่ 2 ชนิด คือ neurotoxins และ cytolysins (Mebs, 1994)


สารพิษประเภท neurotoxins จะมีผลกระทบต่อระบบประสาท ส่วนสารพิษประเภท cytolysins นั้น จะมี
ผลทำให้แรงดันออสโมติกภายในเซลล์เพิ่มมากขึ้น และเซลล์แตกในที่สุด ทำให้เกิดการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงซึ่งเป็นพิษต่อปลา สามารถเกิดขึ้นบริเวณรูขุมขน และช่องว่างบริเวณเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายบริเวณเยื่อบุผิวหนัง สารพิษเหล่านี้สามารถส่งผ่านได้ 2 ทาง คือ ผ่านโดยตรงจากการยิงเข็มพิษและสัมผัสกับเมือกที่ดอกไม้ทะเลขับออกมา สารพิษเหล่านี้อาจจะทำให้สัตว์น้ำตายได้ สาเหตุของการตายของปลาทั้งหมดที่เกิดจากดอกไม้ทะเลนั้นมาจากสาร gramicidin, saponin, และ latrunculin ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผิวของปลา (Mebs, 1994)

 

การอยู่ร่วมกันของปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเล


ปลาการ์ตูน และดอกไม้ทะเลอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพากัน ต่างเป็นเกราะ เป็นที่พึ่งพาของกันและกัน ปลาการ์ตูนใช้ดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบภัยจากสัตว์อื่นได้ โดยที่พิษของดอกไม้ทะเลไม่เป็นอันตรายต่อตัวมัน (Elliott et al, 1994) จากการที่เมือกที่ผิวของปลาการ์ตูนมีคุณสมบัติในการป้องกันตัวจากเข็มพิษของดอกไม้ทะเลได้ (บพิธ และนันทพร, 2540) ปรกติปลาทุกชนิดมีเมือกซึ่งเป็นน้ำข้นเหนียวลื่นๆ หลั่งออกมาจากเซลล์เฉพาะในต่อมเมือกบนผิวหนัง (mucous cell) ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปบนผิวหนังของปลาทุกชนิด เซลล์ต่อมเมือกทำหน้าที่ผลิตเมือกที่เป็นสารพวก mucin, glycoprotein เมือกทำหน้าที่หล่อลื่น ช่วยให้ปลาสามารถว่ายน้ำได้เร็วและใช้พลังงานน้อยลง นอกจากนี้เมือกยังช่วยป้องกันร่างกายของปลาจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กต่างๆ เช่น ปรสิต, แบคทีเรีย และเชื้อรา (Brown, 1957)


นอกจากนี้มีรายงานว่ากลไกการป้องกันตัของปลาการ์ตูนจากพิษของดอกไม้ทะเลเกิดจากเกิดจากการที่ปลาการ์ตูนค่อยๆใช้ลำตัวถูเอาเมือกของดอกไม้ทะเลมาติดไว้บนตัว ทำให้ดอกไม้ทะเลไม่รู้สึกแปลกแยกเมื่อปลาการ์ตูนมาสัมผัส ดอกไม้ทะเลจึงไม่ทำร้ายปลาการ์ตูน (ภวพล, 2546) หรือ อาจจะเกิดจากการดึงดูดทางเคมีระหว่างตัวอ่อนของปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเลทำให้เกิดการดูดซับสารเคมีที่มีอยู่ในดอกไม้ทะเล ซึ่งทฤษฎีนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ซึ่งอาจจะเกิดจากการยอมรับตั้งแต่กำเนิด โดยปลาการ์ตูนจะฟักไข่บริเวณดอกไม้ทะเล และในระหว่างที่ทำการฟักอยู่นั้น สารเคมีจากดอกไม้ทะเลถ่ายทอดไปยังไข่ของปลาการ์ตูน ทำให้ในตัวอ่อนของปลาการ์ตูนมีสารเคมีของดอกไม้ทะเลอยู่ ส่งผลให้เมื่อมันโตเต็มวัยแล้ว ทำให้มันสามารถอยู่กับดอกไม้ทะเลเช่นพ่อแม่มันได้ ลูกปลาการ์ตูนเหล่านี้จึงไม่สร้างความรู้สึกให้ดอกไม้ทะเลรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอม จากการที่สัตว์ทั้งสองชนิดมีสารชนิดเดียวกัน ทำให้ปลาการ์ตูนจึงสามารถเข้าใกล้และอยู่กับดอกไม้ทะเลได้อย่างปลอดภัย (Allen and Fautin, 1992) กลไกการทำงานของมันยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก (บพิธ และนันทพร, 2540) อย่างไรก็ตามพบว่า ในบางครั้งดอกไม้ทะเลยิงเข็มพิษเข้าใส่ปลาการ์ตูนด้วย แต่ปลาการ์ตูนจะไม่เป็นอันตรายเช่นปลาอื่นๆ เช่น ปลาในสกุล Amphiprion clarkii และ Amphiprion percular สามารถต่อต้านพิษของดอกไม้ทะเลในกลุ่มพวก Heteractis magnificaและ Stichodactyle mertensii ได้ (Mebs, 1994)

สมมติฐานต่างๆ เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเล (นิรนาม4, 2547)

1. Hypothesis of at Birth


นอกจากจะเป็นที่หลบภัยแล้ว ปลาการ์ตูนยังใช้ดอกไม้ทะเลเป็นบ้านถาวร เป็นบริเวณที่ผสมพันธุ์วางไข่ รวมทั้งดูแลตัวอ่อน เข้าใจว่ามีการดึงดูดทางเคมีระหว่างปลาการ์ตูนตั้งแต่ระยะที่เป็นไข่กระทั่งฟักออกเป็นตัว ทำให้เกิดจากการยอมรับซึ่งกันและกันมาแต่กำเนิด ส่งผลปลาระยะต่อมากระทั่งโตเต็มวัยยังสามารถอยู่กับดอกไม้ทะเลได้ (Allen and Fautin, 1992)


2. Hypothesis of Camouflage

Schlichter (1976) ได้ตั้งสมมติฐานแรกโดยเชื่อว่าปลาการ์ตูนสามารถปรับตัวให้เข้ากับเมือกของดอกไม้ทะเล ทำให้ดอกไม้ทะเลไม่รู้สึกว่าปลาการ์ตูนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ทำให้ปลาการ์ตูนรอดพ้นจากการยิงของเข็มพิษ แต่ต่อมาได้มีอีกสมมติฐานหนึ่ง (สมมติฐานที่ 3) มาขัดแย้ง


3. Hypothesis of Inert Mucous


ในปี 1980 Lubbock ได้ทำการศึกษาในปลาการ์ตูนลายปล้อง (Amphiprion clarkii) พบว่าในเมือกของปลาเป็นสารประกอบน้ำตาลเชิงซ้อน (polysaccharide) ที่เป็นกลาง ต่างจากเมือกของปลาโดยทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเล ที่เมือกมีสภาพเป็นกรด พบว่าเมือกที่มีสภาพเป็นกลางจะไม่ไปกระตุ้นทำให้เกิดการตอบสนองของเข็มพิษของดอกไม้ทะเล ในขณะที่เมือกที่เป็นกรดจะไปกระตุ้นการทำงานของเข็มพิษ ทำให้ดอกไม้ทะเลที่ถูกปลาเหล่านี้สัมผัสปล่อยเข็มพิษออกมา Lubbock ทำการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าปลาการ์ตูนต้องใช้เวลา 4 วัน ในการปรับตัวเพื่อสามารถอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลได้ การสังเกตพฤติกรรมของปลาการ์ตูนในระหว่างนั้นว่า ปลาการ์ตูนจะไม่เข้าใกล้ดอกไม้ทะเลเลย อาจจะเนื่องมาจากการสร้างเมือกของปลาการ์ตูนยังไม่สมบูรณ์ดีนัก ส่งผลทำให้เกิดสมมติฐานใหม่อีก (สมมติฐานที่ 4)


4. Hypothesis of Thick Mucous


Lubbock (1980) พบว่าเมือกที่ปลาการ์ตูนเอามาจากดอกไม้ทะเลนั้นอยู่ได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น แต่การที่ปลาการ์ตูนมีเมือกที่หนาทำ ให้ตัวมันไม่ระคายเคืองจากพิษของดอกไม้ทะเล การศึกษาต่อทำ ให้ Lubbock พบว่าปลาการ์ตูนสามารถอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลได้นั้นไม่ได้มาจากเมือกที่หนาของปลาการ์ตูนอย่างเดียวแต่เกิดจากการปรับตัวของปลาการ์ตูน การศึกษาต่อของ Lubbock เรื่องนี้ต่อไปทำให้เกิดสมมติฐานใหม่ต่อไป (สมมติฐานที่ 5)


5. Hypothesis of Customized Mucous Chemistry


สมมติฐานนี้มาจากสมมติฐานเบื้องต้นที่ว่า ในเมือกปลาการ์ตูนมีสารชนิดหนึ่ง สารนี้จะไปลดการทำงานของเข็มพิษลงได้

 

ในปี 1984 Brooks และ Mariscal ได้นำสมมติฐาน Thick Mucous มาทดสอบ ทั้งสองเชื่อว่าสมมติฐาน Camouflage นั้นไม่ถูกต้องทั้งหมด เป็นผลมาจากผลการทดลองใช้ดอกไม้ทะเลปลอมกับปลาการ์ตูน  พบว่า ปลาการ์ตูนต้องการเวลาในการปรับตัวให้คงที่ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อที่จะเข้าหาดอกไม้ทะลได้ ทำให้สมมติฐาน Camouflage กลับมาถูกพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงสมมติฐาน Thick Mucous ด้วย และสมมติฐาน customized mucus chemistry อย่างไรก็ตามส่วนนี้ยังคงมีความสับสนอยู่มาก และยังคงมีสมมติฐานใหม่ต่อไปอีก


6. Hypothesis of Innate Protection


ในปี 1989 Miyakawa ได้ศึกษาในปลาการ์ตูนขนาดเล็กที่ยังเป็น post larva อยู่ พบว่าเมื่อขณะที่ปลายังเล็กอยู่นั้นปลาก็ยังได้รับอันตรายจากดอกไม้ทะเลอยู่ แต่ต่อมาเมื่อมันเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวโตขึ้น ในช่วง
ระยะ juveniles 12-24 เซนติเมตร หรือมากกว่า จึงพบว่าปลาการ์ตูนไม่ได้รับอันตรายจากเข็มพิษของดอกไม้ทะเลอีก


ต่อมาในปี 1994 Elliot ได้พยายามอธิบายถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้ง 2 ชนิดนี้ ซึ่งเขาได้พบว่า ในปลาการ์ตูนลายปล้องไม่ได้มีการสร้าง หรือมีเมือกที่มีลักษณะคล้ายกับดอกไม้ทะเล แต่ปลาการ์ตูนจะเก็บสะสมเมือกที่อยู่ในดอกไม้ทะเล จึงทำให้ปลาการ์ตูนอยู่กับดอกไม้ทะเลได้ ในปี 1997 Elliot ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันตัวของปลาการ์ตูนจากดอกไม้ทะเลที่มีมาแต่กำเนิดจากปลาการ์ตูน 2 ชนิด คือ ปลาการ์ตูนส้มขาว ( Amphiprion ocellaris ) และปลาการ์ตูนอินเดียนแดง (A. alkallopisos) ผลจากการทดสอบแสดงให้เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง นอกจากนี้เขายังแสดงให้เห็นว่าปลาการ์ตูน 10 ชนิด จะถูกดอกไม้ทะเลจับกินในช่วงที่มันยังเล็กในเวลาสั้นๆ แต่เมื่อปลาการ์ตูนโตขึ้น ดอกไม้ทะเลก็ไม่สามารถทำอันตรายปลาการ์ตูนนั้นได้

ความจำเพาะเจาะจงระหว่างปลาการ์ตูนกับดอกไม้ทะเล 

 

ปลาการ์ตูนเป็นปลาที่อาศัยอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเล ปลาการ์ตูนบางชนิดเจาะจงอยู่กับดอกไม้ทะเลที่มันชอบ แต่มีปลาการ์ตูนหลายชนิดสามารถอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลหลากหลายชนิดได้ (ไพบูลย์, 2546) ในธรรมชาตินั้นมีดอกไม้ทะเลกว่า 10 ชนิด ที่ปลาการ์ตูนสามารถอาศัยอยู่ด้วยได้ โดยดอกไม้ทะเลต่างชนิดจะอาศัยโดยปลาการ์ตูนต่างพันธุ์กัน (ภวพล, 2546)

อ้างอิง

: http://th.wikipedia.org/wiki/